รักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังเสี่ยง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าด้านการสาธารณสุขทั่วโลกมีแนวโน้มพัฒนาไปข้างหน้าอย่างชัดเจน หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งก็คือ โลกกำลังจะต้องรับมือกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

เทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือที่รู้จักกันในนามของการทำสเต็มเซลล์ (Stem Cell Theraphy) นั้น มีการทดลองและรับรองผลการรักษาในโรคทางโลหิตวิทยาและมะเร็งบางชนิดตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มันคือความหวังเดียวของผู้ป่วยที่เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะสามารถหายขาดจากอาการป่วยที่เป็นอยู่ ปัจจุบัน ยังมีคนไข้ที่ป่วยด้วยอาการอื่นๆ ตัดสินใจเข้ารับบริการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ด้วยความหวังว่าจะหายจากอาการป่วยเสียที

นอกจากนั้น สเต็มเซลล์ยังกลายเป็นคำตอบของหญิงสาวและผู้รักความสวยความงามในยุคนี้ เนื่องจากเชื่อว่าการฉีดสเต็มเซลล์จะช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณและร่างกาย แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความจริงในข้อนี้อย่างชัดเจน

ทีมนักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 8 มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำในนาม Stem Cells Australia เป็นห่วงในเรื่องการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่ทดลองกับคนไข้โดยตรง เพราะผลการรักษาโดยสเต็มเซลล์ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีบริการแพร่หลายในออสเตรเลีย สหรัฐ และเกือบทั่วโลก

พวกเขาให้ข้อมูลว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis: MS) และพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) มีแนวโน้มถูกชี้นำให้เข้ารับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ซึ่งมีสนนราคาอยู่ที่ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่แทบพิสูจน์ไม่ได้ว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่ติดเชื้อ ไปจนถึงเกิดการเจริญของเซลล์ที่ผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกหรือเนื้อร้าย มาร์ติน เปรา หัวหน้าทีม Stem Cells Australia เสนอให้คนไข้ลองชั่งน้ำหนักเทียบกันดู

กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียเองก็ออกประกาศเตือนประชาชนเรื่องการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองผลชัดเจน วอร์วิค แอนเดอร์สัน หนึ่งในสภาสุขภาพและการแพทย์นานาชาติ (National Health and Medical Research Council: NHMRC) กล่าวว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ต้องผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการที่ยืนยันผลสัมฤทธิ์ทางการรักษาก่อนจะเปิดให้บริการต่อสาธารณะอย่างจริงจัง